ยินดีต้อนรับ ถึง Factoryeasy คุณสามารถ ลงทะเบียน หรือ เข้าสู่ระบบ
ค้นหาสินค้าตามหมวดหมู่






News

ห่วงวิกฤติภัยแล้งซ้ำศก. เอกชนประหยัดน้ำ 30 %

วันที่ : 21-03-2016


เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริง ๆ!! สำหรับประเทศไทยปีนี้หลังต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังหนักหนาสาหัสอยู่ไม่น้อยกลับต้องมาเจอ “วิกฤติภัยแล้ง” ที่ประกาศออกมาแล้วว่าปีนี้หนักหนาที่สุดรอบ 20 ปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับประเทศไทยบางปีกลับเจอวิกฤติน้ำท่วมบางปีกลับเจอวิกฤติภัยแล้งสะท้อนการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่อนข้างล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงพาเดือดร้อนกันทั้งประเทศทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชนต้องมึนตึ้บกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

 

ล่าสุด...กรมชลประทานรายงานน้ำใน 4 เขื่อนหลักของประเทศประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล จ.ตาก, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตร ดิตถ์, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และเขื่อนแควน้ำบำรุงแดนจ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำรวมกันน้อยมากอยู่ที่ 3,489 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 19% ของความจุระดับปกติและต่ำลงเกือบครึ่งหนึ่งเทียบกับต้นปี 2558 ที่อยู่ในระดับ 6,300 ล้าน ลบ.ม. เป็นสถานการณ์แล้งที่รุนแรงใกล้เคียงกับปี 37

 

จุดต้นกำเนิดวิกฤติภัยแล้งเริ่มจากปี 54 ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติน้ำท่วมสาหัสทั้งประเทศย่างเข้าปี 55 รัฐบาลจึงสั่งเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนอย่างหนักหน่วงจนทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำผิดปกติและปี 55 ปริมาณน้ำฝนดันตกต่ำกว่าที่คาดสถานการณ์ทุกอย่างจะบานปลายลามเลียมาถึงทุกวันนี้

 

ระดมรณรงค์ประหยัดน้ำ

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จึงเห็นภาครัฐและเอกชนระดมโหมกระหน่ำรณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดน้ำซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฉายภาพถึงแนวทางการรับมือของภาครัฐไปบ้างแล้วครั้งนี้ขอฉายภาพการรับมือของภาคเอกชนเนื่องจาก ’น้ำ“ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบธุรกิจโดยเฉพาะในด้านการผลิตและเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มถามหาความเชื่อมั่นกันแล้ว

 

แม้จากสถิติข้อมูลการใช้น้ำของภาคต่าง ๆ โดยภาคอุตสาหกรรมจะใช้น้ำน้อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.8% ของสัดส่วนการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ ขณะที่ใช้เพื่อภาคการเกษตรใช้ 75.5% ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 3.9% ที่เหลือใช้เพื่อการรักษานิเวศ 16.7% แต่เมื่อเทียบกับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศแบ่งตามภาคเศรษฐกิจจะพบว่าไทยพึ่งพารายได้จากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนถึง 39.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ขณะที่พึ่งพาภาคเกษตร 8.8% จึงเห็นได้ว่าภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมาก หากเกิดปัญหาแล้วจะยิ่งกระเทือนไปถึงรากหญ้าทีเดียว

 

รับวิกฤติแล้งหนักหน่วง

วิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ภาคเอกชนได้แสดงความเป็นห่วงอย่างมาก เห็นได้จาก “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธาน ส.อ.ท. และประธานกกร. ยอมรับเองว่า ปัญหาภัยแล้งครั้งนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ฉุดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนอย่างหนักในขณะนี้ เพราะหากไทยเกิดปัญหาภัยแล้งก็จะกระทบกับภาคเกษตรซึ่งเป็นกำลังซื้อใหญ่ของไทยอยากให้ภาครัฐเร่งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน ส่วนภัยแล้งปีนี้ทางภาคเอกชนก็ได้ตั้งแผนรับมืออย่างเต็มที่

 

ทั้งนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าและสมาคมไทย จึงได้ออกโครงการ “กกร.รวมใจใช้น้ำประหยัด ร่วมขจัดภัยแล้ง” ซึ่งจะรณรงค์ให้ภาคเอกชนร่วมกันประหยัดการใช้น้ำ 30% เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตการรีไซเคิลนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาปรับเปลี่ยนเพื่อให้ใช้น้ำลดลงรวมทั้งการช่วยเหลือแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ก็มีภาคเอกชนต่าง ๆ สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยกันรณรงค์ร่วมกันฝ่าวิกฤติภัยแล้งปีนี้ไปให้ได้

 

อีสท์ วอเตอร์ มั่นใจฝ่าได้

ส่วนหน่วยงานหลักอย่าง “บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกจำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์” ที่ป้อนน้ำให้กับภาคเอกชนนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในภาคตะวันออก ซึ่งมีพื้นที่นิคมฯ มากที่สุดออกมาระบุว่า พื้นที่ภาคตะวันออกยังไม่น่าห่วง ยกเว้นพื้นที่จังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทราที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด มีแผนสำรองเพื่อป้องกันภัยแล้งไว้แล้ว โดยจะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มายังอ่างเก็บน้ำคลอง ใหญ่ปริมาณ 87 ล้าน ลบ.ม. ส่งจ่ายไปยังผู้ใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี รวมทั้งพื้นที่อื่น ๆ ทางอีสท์ วอเตอร์ ก็ได้จัดหาแหล่งน้ำสำรองจากบ่อดินเอกชนเพิ่มเติมไว้แล้วเชื่อว่าจากความร่วมมือร่วมใจของทุกหน่วยงานจะช่วยแก้ไขปัญหาและมั่นใจว่าจะผ่านแล้งนี้ไปได้เหมือนทุกครั้ง

 

ขณะที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งดูแลนิคมอุตฯ ทั่วประเทศได้ตั้งแผนการรับมือปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี 59 ไว้ทั้งหมดแล้วตั้งแต่ต้นปี 59 ได้เดินสายทำความเข้าใจเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในนิคมฯ ต่าง ๆ แล้ว พร้อมแจกแจงแผนบริหารจัดการภัยแล้งในพื้นที่นิคมอุตฯ ทุกแห่งทั่วประเทศ โดยจัดทีมเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องพร้อมประสานกับกรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อรับมือกับปัญหาได้ทัน และมีการทำงานร่วมกับผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด รวมทั้งแจ้งผู้ประกอบการเป็นระยะเพื่อเตรียมความพร้อมตลอดเวลา

 

นิคมฯ ภาคเหนือน่าห่วง

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ.เป็นห่วงมากที่สุดคือ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน จึงได้ทำแผนสำรองทั้งการขุดเจาะน้ำบาดาล จัดซื้อน้ำจากบริษัทเอกชนเพิ่มเติมซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการอุตสาหกรรมในนิคมฯ ได้แล้วนำระบบการรีไซเคิลน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ต่อตามความเหมาะสม ส่วนนิคมฯ ภาคอื่น ๆ เช่น นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกรับน้ำดิบจากอีสท์ วอเตอร์ เป็นหลัก มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยวันละประมาณ 508,000 ลบ.ม. และมีสัดส่วนการใช้น้ำรีไซเคิลประมาณ 71,100 ลบ.ม. มีบ่อเก็บกักน้ำสำรองความจุรวมประมาณ 21 ล้าน ลบ.ม.

 

ด้านนิคมอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ใช้น้ำประปาเป็นหลัก มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยวันละประมาณ 86,200 ลบ.ม. และมีสัดส่วนการใช้น้ำรีไซเคิลวันละประมาณ 5,270 ลบ.ม. มีบ่อเก็บกักน้ำสำรองความจุรวมประมาณ 127,800 ลบ.ม. และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่น ๆ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำผิวดินเป็นหลักมีปริมาณน้ำใช้เฉลี่ยวันละประมาณ 100,500 ลบ.ม. และมีสัดส่วนการใช้น้ำรีไซเคิลวันละประมาณ 17,760 ลบ.ม. มีบ่อเก็บกักน้ำสำรองความจุรวมประมาณ 12 ล้าน ลบ.ม.

 

เรียกได้ว่าภาคเอกชนได้ขุดสารพัดสรรพกำลังร่วมฝ่าวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ไปให้ได้ แต่ทั้งหมดถือเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อฝ่าภัยแล้งในปีนี้ เชื่อว่า สิ่งที่ทุกภาคส่วนทั้งภาคประชาชน เอกชน เกษตรกร ต้องการมากที่สุดคือ “มาตรการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน” ที่จะไม่ให้คนไทยต้องเจอผลกระทบภัยแล้งซ้ำซากหรือปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแบบประจานการบริหารงานอีกต่อไป.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 21 มีนาคม 2559
www.dailynews.co.th/economic/386752